PM 10 และ PM 2.5คืออะไร?

PM 10 และ PM 2.5คืออะไร? ปัญหามลพิษทางอากาศเป็นหนึ่งในประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม หนึ่งในมลพิษที่เป็นอันตรายมากที่สุดก็คือ ฝุ่นละอองขนาดเล็ก โดยเฉพาะ PM 10 และ PM 2.5 ซึ่งเป็นอนุภาคขนาดจิ๋วที่สามารถลอยอยู่ในอากาศได้นานและเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจของมนุษย์ได้อย่างง่ายดาย หลายคนอาจเคยได้ยินคำเหล่านี้ผ่านข่าวสารหรือแอปพลิเคชันตรวจสอบคุณภาพอากาศ แต่ยังไม่เข้าใจแน่ชัดว่าฝุ่นละอองเหล่านี้คืออะไร และเหตุใดเราจึงควรให้ความสำคัญกับมัน
ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับ PM 10 และ PM 2.5คืออะไร และแตกต่างกันอย่างไร นอกจากนี้ ยังจะพูดถึง แหล่งกำเนิดของฝุ่นเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นจากธรรมชาติหรือกิจกรรมของมนุษย์ รวมไปถึง ผลกระทบต่อสุขภาพ ที่อาจเกิดขึ้นหากเราสูดดมฝุ่นละอองเหล่านี้ในปริมาณมาก รวมถึงแนวทางป้องกันตัวเองจากมลพิษทางอากาศ ไม่ว่าจะเป็นการใช้หน้ากากป้องกันฝุ่น การลดกิจกรรมกลางแจ้ง หรือแม้กระทั่งการสนับสนุนมาตรการลดมลพิษในระดับสังคม หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากเข้าใจเกี่ยวกับฝุ่นละอองขนาดเล็กให้มากขึ้น และต้องการแนวทางดูแลสุขภาพจากมลพิษทางอากาศ บทความนี้จะช่วยให้คุณมีความรู้และแนวทางรับมือกับปัญหานี้ได้อย่างถูกต้อง
PM 10 และ PM 2.5 คืออะไร?
PM 10 (Particulate Matter ≤ 10 ไมโครเมตร)
หมายถึงฝุ่นละอองที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 10 ไมโครเมตร (µm) หรือประมาณ 1/7 ของเส้นผ่าศูนย์กลางเส้นผมมนุษย์ สามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจส่วนต้น เช่น จมูก คอ และหลอดลม ทำให้เกิดอาการระคายเคือง ไอ จาม หรือโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ
PM 2.5 (Particulate Matter ≤ 2.5 ไมโครเมตร)
เป็นฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า PM 10 คือไม่เกิน 2.5 ไมโครเมตร (µm) หรือประมาณ 1/30 ของเส้นผ่าศูนย์กลางเส้นผมมนุษย์ มีขนาดเล็กมากจนสามารถผ่านเข้าไปถึงถุงลมในปอดและเข้าสู่กระแสเลือดได้ ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพร้ายแรง เช่น โรคปอด โรคหัวใจ และเพิ่มความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง
แหล่งกำเนิดของ PM 10 และ PM 2.5
ฝุ่นละออง PM 10 และ PM 2.5 มีแหล่งกำเนิดจากทั้งธรรมชาติและกิจกรรมของมนุษย์ โดยสามารถแบ่งออกเป็นแหล่งกำเนิดหลักดังนี้
แหล่งกำเนิดตามธรรมชาติ
- ไฟป่าและการเผาไหม้ตามธรรมชาติ → ควันที่เกิดจากไฟป่าหรือการเผาไหม้ของชีวมวล เช่น ใบไม้ กิ่งไม้
- ฝุ่นจากทะเลทรายและดิน → ลมพัดพาฝุ่นทรายและดินจากแหล่งธรรมชาติ
- ภูเขาไฟระเบิด → เถ้าภูเขาไฟและก๊าซที่ปล่อยออกมาสามารถทำให้เกิด PM 10 และ PM 2.5
- ละอองเกลือจากทะเล → คลื่นทะเลที่กระทบฝั่งสามารถทำให้เกิดอนุภาคเกลือขนาดเล็กในอากาศ
- ละอองเกสรดอกไม้และเชื้อรา → อนุภาคจากพืชและเชื้อราบางชนิดสามารถลอยในอากาศ
แหล่งกำเนิดจากกิจกรรมของมนุษย์

การเผาไหม้เชื้อเพลิง
- การเผาถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติจากโรงงานอุตสาหกรรม
- การเผาเชื้อเพลิงจากยานพาหนะ เช่น รถยนต์ รถบรรทุก และเครื่องยนต์ดีเซล
- การเผาขยะ หรือการเผาพื้นที่เกษตรกรรม เช่น การเผาตอซังข้าว
กระบวนการทางอุตสาหกรรม
- โรงงานผลิตเหล็ก ซีเมนต์ และโรงหลอมโลหะ
- อุตสาหกรรมก่อสร้างและเหมืองแร่ที่ปล่อยฝุ่นออกมา
การก่อสร้างและการจราจร
- ฝุ่นจากการก่อสร้างอาคาร ถนน และสะพาน
- ควันจากท่อไอเสียของยานพาหนะและการเสียดสีของยางรถกับพื้นถนน
กิจกรรมในครัวเรือน
- การใช้ฟืน ถ่าน และก๊าซในการปรุงอาหาร
- ควันจากบุหรี่และธูป
ผลกระทบต่อสุขภาพของฝุ่น PM 10 และ PM 2.5
ฝุ่นละออง PM 10 และ PM 2.5 สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านการหายใจ และส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งระยะสั้นและระยะยาว ดังนี้
ผลกระทบต่อสุขภาพระยะสั้น
- ระคายเคืองตา จมูก และลำคอ ทำให้แสบตา คัดจมูก หรือไอ
- กระตุ้นโรคภูมิแพ้ หอบหืด และโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ
- หายใจติดขัด เจ็บหน้าอก หรือแน่นหน้าอก
- อาการอ่อนเพลีย ปวดศีรษะ หรือเวียนศีรษะ
ผลกระทบต่อสุขภาพระยะยาว
- PM 10: ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจส่วนต้น เช่น หลอดลมอักเสบ และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD)
- PM 2.5: สามารถเข้าสู่กระแสเลือดและก่อให้เกิดโรคร้ายแรง เช่น
- โรคหัวใจและหลอดเลือด (หัวใจวาย หลอดเลือดตีบ)
- โรคหลอดเลือดสมอง (เส้นเลือดในสมองอุดตัน)
- โรคมะเร็งปอด
- เพิ่มความเสี่ยงของโรคในหญิงตั้งครรภ์ เช่น ทารกคลอดก่อนกำหนด หรือมีน้ำหนักแรกเกิดต่ำ
วิธีการป้องกันฝุ่น PM 10 และ PM 2.5
การป้องกันส่วนบุคคล
- สวมหน้ากากป้องกันฝุ่น PM 2.5 เช่น หน้ากาก N95 หรือ KF94 เมื่อต้องออกไปข้างนอก
- หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง โดยเฉพาะในวันที่ค่าฝุ่นสูง
- ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด เพื่อป้องกันฝุ่นเข้ามาในบ้าน
- ใช้เครื่องฟอกอากาศ ที่มีแผ่นกรอง HEPA เพื่อดักจับฝุ่นละออง
- ล้างหน้า ล้างจมูก และอาบน้ำ เมื่อกลับจากนอกบ้าน เพื่อลดการสะสมของฝุ่น
- ติดตามค่าฝุ่นละออง ผ่านแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ เช่น AirVisual หรือ Air4Thai
การป้องกันในระดับชุมชนและสังคม
- ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว หันมาใช้ขนส่งสาธารณะหรือเดินทางร่วมกัน (Carpool)
- หลีกเลี่ยงการเผาขยะ และงดเผาเศษวัสดุทางการเกษตร
- สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม
- ปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้น เพื่อลดมลพิษและกรองฝุ่นละอองในอากาศ
- สนับสนุนมาตรการของภาครัฐในการลดมลพิษ เช่น ควบคุมการปล่อยมลพิษจากโรงงานและยานพาหนะ
เปรียบเทียบค่ามาตรฐาน PM 10 และ PM 2.5 ของ WHO กับประเทศต่างๆ
องค์การอนามัยโลก (WHO)
- PM2.5: ค่าเฉลี่ยรายปี ≤ 5 µg/m³, ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ≤ 15 µg/m³
- PM10: ค่าเฉลี่ยรายปี ≤ 15 µg/m³, ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ≤ 45 µg/m³
(WHO ปรับลดค่ามาตรฐานลงในปี 2021 เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพ)
ประเทศไทย
- PM2.5: ค่าเฉลี่ยรายปี ≤ 15 µg/m³, ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ≤ 37.5 µg/m³ (บังคับใช้เมื่อ 1 มิ.ย. 2566)
- PM10: ค่าเฉลี่ยรายปี ≤ 50 µg/m³, ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ≤ 120 µg/m³
แม้จะมีการปรับลดค่ามาตรฐาน PM2.5 ในปี 2023 แต่ยังสูงกว่าเกณฑ์ของ WHO มาก ทำให้คุณภาพอากาศของไทยยังไม่ปลอดภัยในหลายพื้นที่
สหรัฐอเมริกา (USA)
- PM2.5: ค่าเฉลี่ยรายปี ≤ 12 µg/m³, ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ≤ 35 µg/m³
- PM10: ค่าเฉลี่ยรายปี ≤ 50 µg/m³, ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ≤ 150 µg/m³
มาตรฐานของสหรัฐฯ ค่อนข้างเข้มงวดกว่าไทย แต่ยังสูงกว่า WHO เล็กน้อย โดยมีกฎหมายบังคับใช้ที่เคร่งครัด
จีน
- PM2.5: ค่าเฉลี่ยรายปี ≤ 35 µg/m³, ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ≤ 75 µg/m³
- PM10: ค่าเฉลี่ยรายปี ≤ 70 µg/m³, ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ≤ 150 µg/m³
จีนมีค่ามาตรฐานสูงกว่า WHO และสหรัฐฯ มาก ซึ่งสะท้อนถึงปัญหามลพิษในเมืองใหญ่ เช่น ปักกิ่ง และเซี่ยงไฮ้
หากคุณอ่านบทความนี้แล้วมีความสนใจที่จะสั่งซื้อเครื่องดูดฝุ่นคุณภาพ ติดต่อเราได้ที่ BermudaBKK