ระบบกรองอากาศ EPA, HEPA, ULPA แตกต่างกันอย่างไร
ระบบกรองอากาศ EPA, HEPA, ULPA แตกต่างกันอย่างไร ในยุคที่ฝุ่นขนาดเล็กกลายเป็นศัตรูตัวร้ายของโรงงานและอุปกรณ์อุตสาหกรรม การเลือกใช้ระบบกรองอากาศที่เหมาะสมไม่ใช่แค่เรื่องของความสะอาด แต่เป็นเรื่องของความปลอดภัย คุณภาพงานผลิต และประสิทธิภาพของเครื่องจักรโดยตรง ฟิลเตอร์มาตรฐานสากลอย่าง EPA, HEPA และ ULPA จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมอนุภาคระดับไมครอนที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ไม่ว่าจะเป็นฝุ่น PM2.5 ผงโลหะ สปอร์ราเชื้อรา หรือแม้แต่ละอองไวรัส
แต่ฟิลเตอร์ทั้งสามแบบนี้ไม่เหมือนกันเลย—แต่ละตัวมีระดับการกรอง ความละเอียด และการใช้งานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การเข้าใจความต่างของ EPA, HEPA และ ULPA จึงช่วยให้โรงงานเลือกใช้อุปกรณ์ได้ถูกต้อง ทั้งในเครื่องดูดฝุ่นอุตสาหกรรม ระบบปรับอากาศ งานคลีนรูม ไปจนถึงการผลิตที่ต้องการความปลอดภัยสูง
บทความนี้จะพาไปรู้จัก ระบบกรองอากาศ EPA, HEPA, ULPA ฟิลเตอร์ทั้งสามแบบแบบเข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่างการใช้งานจริง เพื่อให้คุณเลือกระบบกรองอากาศที่เหมาะกับงานที่สุด และได้ประสิทธิภาพสูงสุดในสายการผลิตของคุณ
HEPA Filter คืออะไร?
ตัวกรอง HEPA คือพระเอกของวงการกรองอากาศที่หลายคนคุ้นชื่อ แต่เบื้องหลังเทคโนโลยีนั้นละเอียดและฉลาดกว่าที่คิดเยอะมาก เพราะมันไม่ได้ใช้แค่ “ตะแกรงดักฝุ่น” แบบธรรมดา แต่ใช้โครงสร้างเส้นใยที่เรียงซ้อนกันหลายชั้น ทำงานประสานกันเหมือนทีมอเวนเจอร์ที่คอยไล่ล่าอนุภาคทุกชนิดที่หลุดเข้ามาในระบบ
ความลับของการดักจับอยู่ที่ 3 กลไกหลักที่ทำงานพร้อมกันแบบเนียน ๆ
หนึ่ง—การสกัดกั้น (Interception) อนุภาคที่ลอยมาใกล้เส้นใยจะถูกดึงไว้เหมือนโดนเกี่ยวเบา ๆ
สอง—การกระแทกเฉื่อย (Inertial Impaction) อนุภาคที่ตัวใหญ่กว่าและเคลื่อนด้วยความเร็วสูง จะวิ่งชนเส้นใยเต็มแรงเหมือนเบรกไม่ทัน
สาม—การแพร่กระจายแบบบราวเนียน (Diffusion) อนุภาคเล็กระดับฝุ่นมินิมอลจิ๋วมาก ๆ จะกระดอนไปมาแบบไร้ทิศทาง ก่อนจะโดนเส้นใยดักจับในที่สุด
เมื่อ 3 พลังนี้รวมร่างกัน HEPA จึงเก่งพอที่จะดักจับอนุภาคระดับ PM0.3 ซึ่งถือเป็นอนุภาคที่เล็กที่สุดและอันตรายที่สุด ด้วยเหตุผลทางฟิสิกส์ที่มันเบา ลอยได้นาน และหนีการกรองได้เก่งมาก
นอกจากฝุ่นจิ๋ว ๆ แล้ว HEPA ยังรับมือสิ่งที่คนเราไม่อยากสูดเข้าไป เช่น ไวรัส สปอร์ราเชื้อรา ไมโครพลาสติก หรือแม้แต่ละอองสารเคมีบางชนิด มันจึงไม่ใช่แค่ตัวกรอง แต่เป็น “กำแพงกันความเสี่ยง” ที่หลายอุตสาหกรรมต้องมี
ULPA Filter คืออะไร?
ULPA หรือ Ultra-Low Penetration Air filter คือสุดยอดตัวกรองอากาศที่อยู่บนยอดพีระมิดของมาตรฐาน EN 1822 ถ้า HEPA เป็นนักดักจับฝุ่นระดับโปร ULPA ก็เหมือน “บอสไฟนอล” ที่คอยจัดการอนุภาคเล็กระดับไมโครแบบไร้ความปรานี ออกแบบมาเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของอากาศให้ใกล้สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เทคโนโลยีมนุษย์จะไปถึง
ตัวฟิลเตอร์ไม่ได้แค่ละเอียดธรรมดา แต่โครงสร้างเส้นใยถูกอัดแน่นและออกแบบให้บังคับทิศทางอนุภาคแบบขั้นสุด จนฝุ่นเล็กจิ๋วระดับ 0.1 ไมครอนยังแทบไม่มีโอกาสเล็ดรอด เหมือนกำแพงที่สร้างขึ้นมาเพื่อหยุดทุกอย่างที่ลอยในอากาศ
—
ประสิทธิภาพของ ULPA
ฟิลเตอร์ ULPA ถูกแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ U15, U16 และ U17 ซึ่งยิ่งตัวเลขสูง ประสิทธิภาพก็ยิ่งโหดขึ้นตามลำดับ
U15 สามารถดักจับ ≥ 99.9995%
U16 ขยับไปที่ ≥ 99.99995%
U17 คือสุดทางของความโหด ดักจับ ≥ 99.999995%
ตัวเลขเหล่านี้คือระดับที่แม้แต่อนุภาคเล็กแบบ “เล็กจนฟิสิกส์ยังปวดหัว” ก็ไม่รอดสายตาฟิลเตอร์นี้ไปได้ ที่สำคัญ ULPA ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับอนุภาคขนาด 0.1 ไมครอนได้แบบเกือบ 100% ซึ่งถือเป็นขนาดที่อันตราย เพราะมันเล็กพอที่จะเดินทางลึกเข้าไปในระบบทางเดินหายใจได้
ลองนึกภาพสไนเปอร์ที่เล็งเป้าหมายแบบซูมสุด แล้วไม่พลาดเป้าแม้แต่ครั้งเดียว นั่นแหละคือ ULPA ในเวอร์ชันฟิลเตอร์
เปรียบเทียบ EPA, HEPA, ULPA เข้าใจใน 10 วินาที
- EPA = ระดับพื้นฐาน → ใช้กับบ้าน โรงงานทั่วไป
- HEPA = ระดับมาตรฐานงานสุขภาพ → ใช้กับโรงพยาบาล, อาหาร, เครื่องดูดฝุ่นอุตสาหกรรม
- ULPA = ระดับสูงสุด → งานคลีนรูมขั้นสูง, ไบโอเทค, อิเล็กทรอนิกส์
ถ้าเปรียบเป็นบอดี้การ์ด
EPA = ยามห้าง
HEPA = บอดี้การ์ดมืออาชีพ
ULPA = หน่วยปฏิบัติการพิเศษ
เลือกฟิลเตอร์แบบไหนให้เหมาะกับเครื่องดูดฝุ่นอุตสาหกรรม?
สำหรับลูกค้าของ bermudabkk การเลือกฟิลเตอร์ให้ถูกประเภทคือหัวใจสำคัญของการใช้งานในโรงงานจริง เพราะฝุ่นแต่ละแบบไม่ได้ “เหมือนกันหมด” บางชนิดอันตรายต่อปอด บางชนิดกัดกร่อนโลหะ บางชนิดลอยฟุ้งจนทำให้เครื่องจักรพัง และบางชนิดจิ๋วระดับไมครอนจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
การเลือกฟิลเตอร์จึงต้องดูตามตัวร้ายที่คุณต้องรับมือในแต่ละวัน
ถ้าเป็นฝุ่นทั่วไปในโรงงาน
นี่คือกลุ่มฝุ่นที่ไม่ได้เล็กจนถึงขั้นอันตรายมาก เช่น ฝุ่นพื้น ฝุ่นไม้หยาบ เศษกากอุตสาหกรรมทั่วไป ในเคสนี้ EPA หรือ HEPA ก็เอาอยู่แล้ว ฟิลเตอร์ระดับนี้ช่วยเก็บเศษและฝุ่นที่ลอยในอากาศได้ดี เหมาะกับงานทำความสะอาดประจำวันแบบไม่ต้องลงทุนเกินจำเป็น
ถ้าเป็นฝุ่นละเอียดมากแบบแป้ง ผงพลาสติก หรือไมโครดัสต์
ฝุ่นกลุ่มนี้เล็กมากจนลอยฟุ้งในอากาศได้นาน และมักแทรกซึมเข้าไปในเครื่องจักร ทำให้เกิดปัญหาการสะสมและอุดตันได้ง่าย ใช้ HEPA จะปลอดภัยกว่า ทั้งต่อพนักงานที่สูดดม และต่ออายุการทำงานของมอเตอร์เครื่องดูดฝุ่น เพราะ HEPA ถูกออกแบบให้ดักจับอนุภาคจิ๋วได้แม่นยำ
ถ้าเป็นผงโลหะ ไฟเบอร์กลาส หรือสารเคมีระเหยง่าย
ฝุ่นกลุ่มนี้จัดอยู่ในโซนอันตรายแบบตัวพิเศษ บางชนิดมีความคมและลอยเข้าปอดได้ง่าย บางอย่างเกิดปฏิกิริยากับอากาศหรือเครื่องจักรได้ ควรใช้ HEPA ระดับ H14 ขึ้นไป เพราะระดับนี้สามารถดักจับฝุ่นอันตรายระดับไมครอนได้แทบหมด ช่วยลดโอกาสแพร่กระจายสู่ระบบทางเดินหายใจของพนักงาน และลดการสะสมบนผิวเครื่องจักรที่อาจทำให้เกิดความเสียหายในระยะยาว
ถ้าเป็นงานคลีนรูมระดับพิเศษหรืออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์
ในพื้นที่ที่แม้แต่ฝุ่น 1 เม็ดก็ทำให้สินค้าทั้งล็อตเสียได้ เช่น งานประกอบชิป ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ งานไบโอเทค หรือแล็บที่ต้องควบคุมอากาศเข้มงวด ULPA คือคำตอบเดียว เพราะ ULPA สามารถดักจับอนุภาคเล็กสุดขีดระดับ 0.1 ไมครอนได้แบบเกือบ 100% นี่คือมาตรฐานที่ช่วยลดการปนเปื้อนที่มองไม่เห็น แต่ทำความเสียหายระดับใหญ่ได้
สุดท้าย การเลือกฟิลเตอร์ที่ถูกไม่ได้แค่ช่วยให้ห้องสะอาด แต่มันช่วยยืดอายุเครื่อง เพิ่มความปลอดภัยของพนักงาน และลดความเสี่ยงต่อกระบวนการผลิตทั้งหมด
ทำไมเครื่องดูดฝุ่นอุตสาหกรรมในโรงงานควรมีอย่างน้อย HEPA?
โรงงานส่วนใหญ่มีฝุ่นที่เล็กกว่า PM2.5 เสมอ เช่น ผงสี ผงเหล็ก ผงพลาสติก ผงยา ซึ่งลอยในอากาศนานและเข้าปอดได้ง่ายมาก ฟิลเตอร์ระดับ HEPA ช่วยลดทั้งปัญหาสุขภาพและลดการปนเปื้อนบนพื้นผิวงานได้จริง
เรียกง่าย ๆ ว่า
ใช้ HEPA = คุ้มค่า + ปลอดภัย + ผ่านมาตรฐานโรงงาน
Q&A: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับระบบกรองอากาศ EPA, HEPA, ULPA
Q: EPA, HEPA, ULPA คืออะไรกันแน่?
เป็นระบบกรองอากาศตามมาตรฐาน EN 1822 และ ISO 29463 ที่ใช้วัดความสามารถในการดักจับอนุภาคขนาดเล็ก เช่น ฝุ่น PM2.5, ไวรัส, สปอร์ และไมโครดัสต์ โดยแต่ละตัวมีระดับความละเอียดต่างกัน EPA < HEPA < ULPA
Q: HEPA ดีกว่า EPA ยังไง?
HEPA กรองได้ละเอียดกว่ามาก โดยเฉพาะอนุภาคขนาด 0.3 ไมครอนที่ถือว่าอันตรายที่สุด ส่วน EPA จะเหมาะกับการใช้งานทั่วไปที่ไม่ได้ต้องการความสะอาดขั้นคลีนรูม
Q: ULPA จะเหมาะกับงานแบบไหน?
ULPA เหมาะกับงานที่ต้องการความบริสุทธิ์ขั้นสูงสุด เช่น คลีนรูมผลิตชิป ห้องปฏิบัติการไบโอเซฟตี้ โรงงานยา และพื้นที่ความเสี่ยงสูงที่แม้แต่ฝุ่นระดับ 0.1 ไมครอนยังเป็นปัญหา
Q: เครื่องดูดฝุ่นอุตสาหกรรมควรใช้แบบไหน?
ส่วนใหญ่ใช้ HEPA เพราะเอาอยู่ทั้งผงแป้ง ฝุ่นไม้ ฝุ่นโลหะ และฝุ่นที่เป็นอันตรายต่อการหายใจ แต่ถ้าโรงงานเกี่ยวกับยา อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง หรือสารไวไฟมาก ๆ อาจต้องขยับขึ้นเป็น ULPA
Q: ฟิลเตอร์พวกนี้ต้องเปลี่ยนบ่อยแค่ไหน?
ขึ้นอยู่กับสภาพฝุ่นที่เจอ แต่โดยเฉลี่ย
- EPA: 3–6 เดือน
- HEPA: 6–12 เดือน
- ULPA: 12 เดือนขึ้นไป (ขึ้นอยู่กับคลีนรูม)
ถ้าเจอฝุ่นละเอียดหนัก ๆ ควรเช็กทุกเดือน
Q: ULPA จำเป็นสำหรับบ้านหรือออฟฟิศไหม?
ไม่จำเป็นเลย ระดับการกรองสูงเกินความต้องการและต้นทุนสูง HEPA ก็เพียงพอแล้วสำหรับการใช้ในอาคารทั่วไป
Q: ฟิลเตอร์พวกนี้ล้างน้ำได้ไหม?
ส่วนใหญ่ ห้ามล้าง เพราะจะทำลายโครงสร้างเส้นใย ให้เปลี่ยนใหม่เมื่อตันเท่านั้น
หากคุณอ่านบทความนี้แล้วมีความสนใจที่จะสั่งซื้อเครื่องดูดฝุ่นอุตสาหกรรม เครื่องดูดฝุ่น-ดูดน้ำคุณภาพ ติดต่อเราได้ที่ BermudaBKK
เครื่องดูดฝุ่นโรงงานอุตสาหกรรม ที่ไม่ได้แค่ อุตสาหกรรมโรงงาน

