รู้ก่อนเลือก! รวมสาระน่ารู้เกี่ยวกับเครื่องขัดพื้น ที่ควรอ่านก่อนซื้อ

รู้ก่อนเลือก! รวมสาระน่ารู้เกี่ยวกับเครื่องขัดพื้น ที่ควรอ่านก่อนซื้อ ก่อนตัดสินใจซื้อ “เครื่องขัดพื้น” สักเครื่อง หลายคนอาจคิดว่าแค่เลือกให้ขัดสะอาดก็พอ แต่ความจริงแล้วเบื้องหลังเครื่องมือทำความสะอาดตัวนี้มีรายละเอียดมากกว่าที่เห็น ทั้งเรื่องประเภทของเครื่องขัดพื้น ระบบการทำงาน แปรงขัด น้ำยา รวมถึงความเหมาะสมกับพื้นแต่ละแบบ ซึ่งทั้งหมดส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความคุ้มค่าของการลงทุนในระยะยาว

บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักโลกของ “เครื่องขัดพื้น” ให้ลึกขึ้น รวมสาระน่ารู้เกี่ยวกับเครื่องขัดพื้น ตั้งแต่หลักการทำงาน การเลือกเครื่องให้ตรงกับประเภทพื้นผิว ไปจนถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ช่วยให้ทำความสะอาดได้รวดเร็ว ประหยัดแรง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้คุณเลือกเครื่องขัดพื้นได้อย่างมั่นใจ ไม่เสียเงินเปล่า และได้ผลลัพธ์การขัดที่ “สะอาดจนพื้นเงา” สมกับการลงทุน

ในตอนท้าย เราจะสรุปเคล็ดลับที่เจ้าของธุรกิจ ร้านค้า หรือฝ่ายดูแลอาคารควรรู้ ก่อนตัดสินใจซื้อจริง เพื่อให้เครื่องขัดพื้นที่คุณเลือก ไม่ใช่แค่ “ทำงานได้” แต่ “ตอบโจทย์งานได้ดีที่สุด” ทั้งในแง่ประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในระยะยาว

เครื่องขัดพื้นคืออะไร ทำงานอย่างไร?

เครื่องขัดพื้นเป็นเครื่องมืออัจฉริยะที่ออกแบบมาเพื่อฟื้นฟูและดูแลรักษาพื้นผิวให้กลับมาสวยงามเหมือนใหม่ โดยใช้หลักการของการหมุนของแผ่นขัดหรือแปรงที่ติดกับมอเตอร์ความเร็วสูง เมื่อแผ่นขัดหมุนจะสร้างแรงเสียดทานกับพื้นผิว ขจัดคราบสกปรก รอยขีดข่วน และชั้นเคลือบเก่าที่เสื่อมสภาพออกไป

กระบวนการขัดพื้นที่ดีนั้นคล้ายกับการขัดเงาเครื่องประดับหรือรถยนต์ คุณจะเริ่มต้นด้วยการใช้แผ่นขัดหยาบเพื่อขจัดรอยขีดข่วนและคราบฝังลึก จากนั้นค่อยๆ เปลี่ยนไปใช้แผ่นขัดที่ละเอียดขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งพื้นผิวเรียบเนียนและเงางามราวกับกระจก

สิ่งที่ทำให้เครื่องขัดพื้นสมัยใหม่แตกต่างจากอดีตคือระบบหล่อลื่นด้วยน้ำที่ช่วยลดความร้อนจากการเสียดสี ป้องกันฝุ่นฟุ้งกระจาย และเพิ่มประสิทธิภาพในการขัด การทำงานร่วมกันของแรงหมุน แรงดัน และน้ำทำให้เครื่องขัดพื้นสามารถฟื้นฟูพื้นผิวที่ทรุดโทรมกลับมาสวยงามได้อย่างน่าอัศจรรย์

นอกจากนี้ เครื่องขัดพื้นยังสามารถเคลือบสารปิดผิวหรือเงาพิเศษลงบนพื้นได้ด้วย ทำให้พื้นไม่เพียงแต่สวยงามเท่านั้น แต่ยังมีความทนทานต่อการใช้งานมากขึ้น ป้องกันรอยขีดข่วนและคราบสกปรกในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น

ประเภทของเครื่องขัดพื้นแบบละเอียด

1. เครื่องขัดพื้นแบบมือถือ (Hand Polisher) – ตัวช่วยสำหรับบ้านทุกหลัง

เครื่องขัดพื้นแบบมือถือคือสุดยอดอุปกรณ์สำหรับเจ้าของบ้านและคอนโดที่ต้องการดูแลพื้นด้วยตัวเอง มีขนาดกะทัดรัดคล้ายกับเครื่องดูดฝุ่นแบบมือถือ น้ำหนักอยู่ในช่วง 3-15 กิโลกรัม สามารถยกหิ้วและเคลื่อนย้ายได้ง่าย

เครื่องแบบนี้เหมาะสำหรับพื้นที่ขนาด 50-300 ตารางเมตร เช่น บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ คอนโดมิเนียม หรือสำนักงานขนาดเล็ก การใช้งานจะต้องใช้แรงในการดันและควบคุมทิศทางการเคลื่อนที่ของเครื่อง ซึ่งอาจทำให้เหนื่อยหากใช้งานติดต่อกันนานเกิน 1-2 ชั่วโมง

ข้อดีที่โดดเด่น:

  • ราคาเข้าถึงได้: เริ่มต้นเพียง 2,000-3,000 บาทสำหรับรุ่นเบสิก ในขณะที่รุ่นดีกว่าอยู่ที่ 5,000-8,000 บาท ทำให้ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้ไม่ยาก
  • พกพาสะดวกสุดๆ: เก็บใส่ตู้เสื้อผ้าได้ ขนไปขัดพื้นที่บ้านพี่บ้านน้องก็ได้ หรือแม้แต่นำขึ้นรถไปใช้ที่ร้านค้าของตัวเอง
  • เรียนรู้ได้ง่าย: ไม่ต้องเป็นช่างมืออาชีพก็ใช้ได้ แค่อ่านคู่มือสักครู่และลองใช้งาน 10-15 นาที ก็จับจังหวะได้แล้ว
  • บำรุงรักษาไม่ยุ่งยาก: แค่ทำความสะอาดหลังใช้และเช็คสายไฟเป็นครั้งคราว ไม่ต้องส่งศูนย์บริการบ่อยๆ
  • ความคล่องตัวสูง: เข้าถึงมุมแคบๆ ใต้โต๊ะ ข้างเครื่องเรือน หรือห้องน้ำได้ดีกว่าเครื่องขนาดใหญ่

ข้อจำกัดที่ควรรู้:

  • ใช้เวลานานกว่า: ขัดพื้น 100 ตารางเมตรอาจใช้เวลา 3-4 ชั่วโมง ขณะที่เครื่องแบบเดินตามใช้เพียง 1 ชั่วโมง
  • ต้องใช้แรง: หลังจากใช้งานครึ่งชั่วโมงแขนและหลังจะเริ่มเมื่อย โดยเฉพาะถ้าเป็นผู้หญิงหรือผู้สูงอายุ
  • ไม่เหมาะกับงานระดับมืออาชีพ: ถ้าต้องขัดพื้นบ่อยหรือเป็นธุรกิจ จะไม่คุ้มค่ากับเวลาและแรงงาน
  • ผลลัพธ์อาจไม่สม่ำเสมอ: ขึ้นอยู่กับทักษะของผู้ใช้ อาจมีบางจุดขัดไม่ทั่วถึง

เทคนิคการเลือกซื้อ: เลือกรุ่นที่มีด้ามจับยาวปรับได้ เพื่อไม่ต้องก้มตัวมากจนปวดหลัง ควรมีระบบกันสั่นสะเทือน (Anti-Vibration) เพื่อลดความเหนื่อยล้าของมือ และควรเลือกรุ่นที่มีกำลังไฟอย่างน้อย 600-800 วัตต์เพื่อประสิทธิภาพที่ดี

2. เครื่องขัดพื้นแบบเดินตาม (Walk-Behind Polisher) – มืออาชีพตัวจริง

เครื่องขัดพื้นแบบเดินตามคือทางเลือกของมืออาชีพและธุรกิจขนาดกลางถึงใหญ่ มีลักษณะคล้ายรถเข็นสนามหญ้า โดยผู้ใช้จะเดินตามหลังเครื่องและควบคุมทิศทางผ่านด้ามจับที่ยาว น้ำหนักของเครื่องอยู่ที่ 30-80 กิโลกรัม ซึ่งน้ำหนักนี้เองที่ช่วยสร้างแรงดันลงบนพื้นได้อย่างสม่ำเสมอ

เครื่องประเภทนี้เหมาะสำหรับพื้นที่ตั้งแต่ 300 ตารางเมตรขึ้นไป เช่น โรงแรม ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล โรงเรียน โชว์รูม สนามบิน หรืออาคารสำนักงานขนาดใหญ่ ความเร็วในการทำงานอยู่ที่ประมาณ 100-200 ตารางเมตรต่อชั่วโมง ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นและความชำนาญของผู้ใช้

ข้อดีที่ทรงพลัง:

  • ประสิทธิภาพสูงมาก: สามารถขัดพื้นได้เร็วกว่าเครื่องมือถือถึง 3-5 เท่า ประหยัดเวลาและค่าแรงได้มหาศาล
  • ผลลัพธ์สม่ำเสมอ: น้ำหนักของเครื่องกระจายแรงกดได้ทั่วถึง ทำให้พื้นเรียบเนียนและเงางามในระดับเดียวกันทุกตารางเมตร
  • ลดการใช้แรง: ผู้ใช้แค่เดินตามและควบคุมทิศทาง ไม่ต้องดันหรือแบกน้ำหนักเครื่อง ทำงานได้ทั้งวันโดยไม่เหนื่อยมาก
  • ความทนทาน: ออกแบบมาเพื่อใช้งานหนัก สามารถทำงานติดต่อกันได้ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน อายุการใช้งานยาวนานกว่า 5-10 ปี
  • ระบบหล่อลื่นอัตโนมัติ: มีถังน้ำขนาดใหญ่ 5-10 ลิตร ระบบฉีดน้ำอัตโนมัติ และระบบดูดน้ำสกปรกกลับ ทำให้ทำงานได้อย่างต่อเนื่อง

ข้อจำกัดที่ต้องพิจารณา:

  • ราคาสูง: เริ่มต้นที่ 15,000-25,000 บาทสำหรับรุ่นเริ่มต้น และอาจสูงถึง 50,000-80,000 บาทสำหรับรุ่นพรีเมียม
  • ต้องการพื้นที่จัดเก็บ: ขนาดใหญ่ประมาณเท่ารถเข็นสนามหญ้า ต้องมีห้องเก็บของหรือโกดังเล็กๆ
  • การขนส่ง: ต้องใช้รถกระบะหรือรถตู้ในการขนย้าย ไม่สามารถใส่รถเก๋งได้
  • ต้องมีทักษะ: ใช้เวลาฝึกฝนประมาณ 1-2 วันเพื่อควบคุมเครื่องให้คล่องแคล่ว โดยเฉพาะการเลี้ยวมุมและบริเวณที่แคบ
  • ค่าบำรุงรักษา: ต้องเปลี่ยนแปรง แผ่นขัด และตรวจเช็คมอเตอร์เป็นประจำ ค่าใช้จ่ายอาจอยู่ที่ 3,000-5,000 บาทต่อปี

จุดเด่นที่น่าสนใจ: เครื่องรุ่นใหม่มาพร้อมกับระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ระบบป้องกันการโอเวอร์โหลด และจอแสดงผลดิจิตอลที่บอกสถานะการทำงาน เวลาใช้งานสะสม และการแจ้งเตือนเมื่อต้องบำรุงรักษา บางรุ่นยังมีระบบนำทางอัตโนมัติแบบง่ายๆ ที่ช่วยให้เดินตามเส้นทางที่ตั้งไว้ได้โดยไม่พลาด

3. เครื่องขัดพื้นแบบนั่งขับ (Ride-On Polisher) – ระดับอุตสาหกรรมหนัก

เครื่องขัดพื้นแบบนั่งขับคือจักรกลชั้นเลิศที่ออกแบบมาสำหรับงานระดับอุตสาหกรรมและพื้นที่ขนาดมหึมา มีลักษณะคล้ายรถตัดหญ้านั่งขับหรือรถกอล์ฟขนาดเล็ก ผู้ใช้งานจะนั่งบนเบาะที่ออกแบบมาเพื่อสรีระศาสตร์ และควบคุมเครื่องด้วยพวงมาลัยหรือคันโยกคล้ายรถยนต์

เครื่องประเภทนี้เหมาะสำหรับพื้นที่ตั้งแต่ 1,000 ตารางเมตรขึ้นไป เช่น โรงงานขนาดใหญ่ คลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า สนามกีฬาในร่ม ศูนย์การค้าระดับภูมิภาค สนามบินนานาชาติ หรือศูนย์แสดงสินค้านานาชาติ ความเร็วในการทำงานอยู่ที่ 300-500 ตารางเมตรต่อชั่วโมง

ข้อดีที่เหนือชั้น:

  • ประสิทธิภาพสูงสุด: สามารถขัดพื้นได้เร็วที่สุด เหมาะกับพื้นที่หลายพันตารางเมตร สามารถทำงานแล้วเสร็จในเวลาที่กำหนดได้อย่างแน่นอน
  • ความสบายในการทำงาน: ผู้ใช้แค่นั่งและบังคับ ไม่ต้องเดินหรือยืนเลย สามารถทำงานได้ 8-10 ชั่วโมงต่อวันโดยไม่เหนื่อยล้า
  • ระบบอัตโนมัติครบครัน: มีระบบควบคุมแรงกด ความเร็วรอบ การฉีดน้ำ และการดูดน้ำทิ้งอัตโนมัติทั้งหมด ผู้ใช้แค่บังคับทิศทางและควบคุมความเร็ว
  • ถังน้ำขนาดใหญ่: ความจุ 20-50 ลิตร ทำงานได้นานหลายชั่วโมงโดยไม่ต้องเติมน้ำ
  • แสงส่องสว่าง: มีไฟหน้าสำหรับทำงานในพื้นที่มืดหรือเวลากลางคืน
  • ความปลอดภัย: มีระบบเบรกฉุกเฉิน เซ็นเซอร์ตรวจจับสิ่งกีดขวาง และสัญญาณเตือนเมื่อถอยหลัง

ข้อจำกัดที่ต้องคำนึง:

  • ราคาสูงมาก: ราคาเริ่มต้นที่ 150,000 บาท และอาจสูงถึง 500,000-1,000,000 บาทสำหรับรุ่นที่ทันสมัยที่สุด
  • ขนาดใหญ่: กว้างประมาณ 70-100 เซนติเมตร ยาว 120-150 เซนติเมตร ต้องการโรงเก็บที่เหมาะสม
  • การขนส่งยุ่งยาก: ต้องใช้รถบรรทุกขนาดกลางหรือรถพ่วงในการขนส่ง
  • ค่าบำรุงรักษาสูง: อาจสูงถึง 20,000-50,000 บาทต่อปี รวมถึงการเปลี่ยนแบตเตอรี่ (ถ้าเป็นแบบไฟฟ้า) หรือการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง (ถ้าเป็นแบบเครื่องยนต์)
  • ต้องมีใบอนุญาต: บางประเทศหรือพื้นที่อาจต้องการใบอนุญาตในการใช้งานยานพาหนะประเภทนี้
  • พื้นที่ใช้งานจำกัด: ไม่เหมาะกับพื้นที่ที่มีมุมแคบหรือมีเสาหรือสิ่งกีดขวางมาก

เทคโนโลยีล้ำสมัย: เครื่องรุ่นใหม่ล่าสุดมาพร้อมกับระบบนำทางด้วย GPS สามารถตั้งโปรแกรมเส้นทางการทำงานได้ บางรุ่นเริ่มมีระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติบางส่วนที่ช่วยให้ผู้ใช้ควบคุมได้ง่ายขึ้น ระบบบันทึกข้อมูลการทำงานสามารถส่งข้อมูลไปยังสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์เพื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพและวางแผนการบำรุงรักษา

การเลือกเครื่องให้ตรงกับประเภทพื้นผิว

  1. พื้นกระเบื้อง (Tile Floor)
    พื้นกระเบื้องมักมีร่องยาแนวที่สะสมฝุ่นและคราบสกปรกได้ง่าย เครื่องขัดที่เหมาะคือแบบ แปรงขนแข็งปานกลาง หรือ เครื่องขัดอัตโนมัติ (Scrubber Dryer) ที่มีแรงกดพอเหมาะและสามารถดูดน้ำกลับได้ทันที เพื่อป้องกันคราบน้ำตกค้างที่อาจทำให้พื้นลื่น

คำแนะนำพิเศษ:
ใช้หัวแปรงไนลอนหรือแปรงโพลีโพรพิลีน เพราะทนความชื้นและไม่ทำให้กระเบื้องเป็นรอย


  1. พื้นหินอ่อน หินแกรนิต หรือพื้นเคลือบเงา (Marble / Granite / Polished Surface)
    พื้นประเภทนี้ต้องระมัดระวังมากที่สุด เพราะผิวมันและมีมูลค่าสูง ใช้เครื่องขัดที่มี รอบต่ำ (Low Speed Polisher) หรือ เครื่องขัดพร้อมแผ่น Pad สีขาวหรือแดง ที่อ่อนโยนต่อพื้นผิว เพื่อรักษาความเงางามโดยไม่เกิดรอยขีด

คำแนะนำพิเศษ:
ควรหลีกเลี่ยงแปรงขนแข็งและผงขัดที่มีความหยาบ เพราะจะทำลายชั้นเคลือบเงาได้ง่าย


  1. พื้นไม้ (Wood Floor)
    พื้นไม้มีความเปราะและไวต่อความชื้น การเลือกเครื่องต้องระวังแรงกดและการใช้น้ำ ควรใช้เครื่องขัดแบบ รอบต่ำมาก หรือแบบหมุนวนเบา (Orbital Buffer) ที่ไม่ขัดจนกินเนื้อไม้

คำแนะนำพิเศษ:
ห้ามใช้เครื่องดูดน้ำหรือเครื่องขัดที่มีระบบน้ำเข้า เพราะจะทำให้ไม้บวมและพอง


  1. พื้นพรม (Carpet Floor)
    พื้นพรมต้องใช้เครื่องเฉพาะที่เรียกว่า Carpet Cleaner หรือ Carpet Extractor ซึ่งสามารถฉีดน้ำยาลงไปในเส้นใยและดูดกลับออกพร้อมสิ่งสกปรก

คำแนะนำพิเศษ:
เลือกเครื่องที่มีระบบอบแห้งเร็ว หรือฟังก์ชันดูดน้ำแรงสูง เพื่อลดกลิ่นอับหลังทำความสะอาด


  1. พื้นอุตสาหกรรม หรือพื้นคอนกรีต (Concrete / Industrial Floor)
    พื้นเหล่านี้มักมีคราบน้ำมันหรือฝุ่นหนัก ต้องใช้เครื่องขัดแรงสูงหรือแบบ Heavy Duty Scrubber ที่มีแรงกดมากและใช้แผ่นขัดสีดำหรือเทา เพื่อขจัดคราบฝังลึกได้หมดจด

คำแนะนำพิเศษ:
หากเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ เช่น โรงงานหรือโกดัง ควรเลือกเครื่องแบบ นั่งขับ (Ride-on Scrubber) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดเวลา

ตารางสรุปการเลือกเครื่องตามประเภทพื้น

ประเภทพื้นความเร็วรอบ (RPM) ที่แนะนำเกรดแผ่นขัดเริ่มต้นข้อควรระวังพิเศษ
หินอ่อน (Marble)150–300400–800 Gritห้ามใช้น้ำยาที่มีกรด; ต้องมีน้ำหล่อเลี้ยงระหว่างขัดเพื่อป้องกันรอยไหม้
หินแกรนิต (Granite)200–35050–100 Gritต้องเคลือบ Sealer หลังขัดทุกครั้งเพื่อป้องกันการดูดซึมคราบ
กระเบื้อง (Tile)250–400400–800 Gritระวังรอยต่อยาแนวและขอบกระเบื้องที่แตกบิ่น
คอนกรีต (Concrete)300–50030–50 Gritต้องใช้แรงกดสูงและเคลือบผิวหลังขัดเพื่อกันฝุ่นและดูดซึม
ไม้ (Wood)100–200Foam / Soft Padใช้น้ำน้อยที่สุด; แนะนำขัดแบบแห้งเพื่อป้องกันไม้บวม
Terrazzo (เทอร์ราซโซ)200–300100–200 Gritใช้เวลาขัดนาน แต่ผลลัพธ์พื้นเงางามคงทน
อีพ็อกซี่ (Epoxy)150–250Soft Pad Onlyห้ามใช้น้ำยาที่มีตัวทำละลาย; ควรใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ช่วยซับระหว่างขัด

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) – ตอบทุกข้อสงสัยก่อนซื้อ

Q1: เครื่องขัดพื้นใช้ได้กับพื้นไม้หรือไม่?

A: ใช้ได้ แต่ต้องใช้แผ่นขัดนุ่มพิเศษ (Foam Pad) ความเร็วรอบต่ำ 100-200 RPM และใช้น้ำน้อยที่สุดหรือขัดแห้ง ห้ามใช้แผ่นขัดแข็งหรือความเร็วสูงเพราะจะทำให้ไม้เป็นรอยขูด


Q2: ต้องเปลี่ยนแผ่นขัดบ่อยแค่ไหน?

A: ขึ้นอยู่กับความถี่การใช้งาน โดยทั่วไปแผ่นขัดจะใช้ได้ประมาณ 20-40 ชั่วโมง หรือประมาณ 3-6 เดือนสำหรับการใช้งานบ้าน เมื่อแผ่นขัดสึกหรอ บุบ หรือสกปรกมากจนทำความสะอาดไม่ออก ควรเปลี่ยนทันที


Q3: ใช้น้ำธรรมดาได้หรือต้องใช้น้ำยาเสมอ?

A: สำหรับการทำความสะอาดทั่วไปใช้น้ำธรรมดาได้ แต่หากต้องการขจัดคราบฝังแน่น คราบน้ำมัน หรือต้องการเคลือบเงา ควรใช้น้ำยาเฉพาะทางที่เหมาะกับประเภทพื้นของคุณ


Q4: เครื่องขัดพื้นเสียงดังไหม?

A: เครื่องส่วนใหญ่มีเสียงประมาณ 70-85 เดซิเบล ดังคล้ายเครื่องดูดฝุ่น หากใช้งานนานควรสวมที่อุดหู เครื่องรุ่นใหม่บางรุ่นมีระบบลดเสียงได้ดีกว่า


Q5: ราคาเครื่องขัดพื้นเริ่มต้นที่เท่าไหร่?

A: เครื่องมือถือเริ่มต้นที่ 2,000-3,000 บาท รุ่นดีกว่าอยู่ที่ 5,000-8,000 บาท เครื่องแบบเดินตามเริ่มต้นที่ 15,000-25,000 บาท และเครื่องแบบนั่งขับตั้งแต่ 150,000 บาทขึ้นไป


หากคุณอ่านบทความนี้แล้วมีความสนใจที่จะสั่งซื้อเครื่องดูดฝุ่นอุตสาหกรรม เครื่องดูดฝุ่น-ดูดน้ำคุณภาพ ติดต่อเราได้ที่ BermudaBKK

รถกวาดพื้น ตัวช่วยระดับมือโปร หมดปัญหาโรงงานฝุ่นเยอะ

เทคนิคการจัดการ ฝุ่นในพื้นที่สาธารณะ ฉบับผู้ประกอบการ

Similar Posts